Skip to main content

หน้าหลัก

แนวโน้มและโอกาสของแรงงานไทย

นโยบายและโควต้าการจ้างแรงงานต่างชาติ

ไต้หวันประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตไปยังจีนแผ่นดินใหญ่และภูมิภาคอาเซียน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2532 เป็นต้นมา รัฐบาลไต้หวันอนุญาตให้นายจ้างนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ โดยมีกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานไต้หวัน (Workforce Development Agency, Ministry of Labor) เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลนโยบายและการบริหารแรงงานต่างชาติ (เว็บไซต์ https://www.wda.gov.tw/en/)

ไต้หวันจะเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้เฉพาะกิจการที่ขาดแคลนแรงงาน โดยคุณสมบัติของนายจ้างและเงื่อนไขขั้นตอนการนำเข้าต้องเป็นกิจการที่ขาดแคลนแรงงานจริง เช่น ภาคการผลิต โดยเฉพาะกิจการที่เป็นงานหนัก งานสกปรก และงานอันตราย กระทรวงแรงงานเป็นผู้กำหนดโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติของแต่ละกิจการตามความรุนแรงของสภาพการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงภาคการก่อสร้าง ผู้อนุบาลที่ดูแลคนป่วยและคนสูงอายุในครัวเรือนและในสถานพักฟื้น

ในส่วนภาคการเกษตร รัฐบาลไต้หวันทดลองเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 โดยเริ่มจากฟาร์มโคนม และการจ้างเหมาบริการภาคการเกษตร ประเภทละ 400 คน ต่อมาในปี 2563 ได้ขยายการนำเข้าแรงงานต่างชาติในภาคการเกษตรในสาขาต่างๆ อาทิ ฟาร์มสุกร แพะ เป็ด ไก่ ฟาร์มกล้วยไม้ เพาะเลี้ยงเห็ด สวนผัก เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น

สำหรับโควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติ จะกำหนดโควตาของแต่ละประเภทกิจการ เช่น ภาคการผลิต อุตสาหกรรมประเภท 3K หรือ งานหนัก งานสกปรกและงานอันตราย จะได้รับการจัดสรรโควตาการนำเข้าแรงงานต่างชาติตามประเภทกิจการ โดยแบ่งตามอัตราส่วน 5 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ 10 ร้อยละ 15 ร้อยละ 20 ร้อยละ 25 และร้อยละ 35 ของยอดจำนวนแรงงานท้องถิ่นที่ว่าจ้าง หากเป็นกิจการที่เป็นงานหนัก งานสกปรก และงานอันตรายมากยิ่งขึ้น จะได้รับโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติมากขึ้น ทั้งนี้ นายจ้างที่ได้รับอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติ จะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่น จำนวน 2,000 เหรียญไต้หวัน/คน/เดือน

อย่างไรก็ตาม กรณีสัดส่วนการนำเข้าแรงงานต่างชาติดังกล่าว ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการ กระทรวงแรงงานจึงประกาศมาตรการให้นายจ้างที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับข้อกำหนด สามารถขอโควตาพิเศษเพิ่มเติมได้จากโควตาเดิมที่ได้รับอยู่แล้ว แต่เมื่อรวมกับโควตาเดิมแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 40 โดยนายจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ เพิ่มตามร้อยละโควต้าพิเศษที่ได้รับเพิ่ม ดังนี้ 

โควตาพิเศษเพิ่มจากโควตาเดิม เงินเข้ากองทุนฯ ที่นายจ้างต้องจ่าย (เหรียญ/คน/เดือน)
5% 5,000 
10% 7,000 
15% 9,000

 

แนวโน้มและโอกาสของแรงงานไทย

ภาวะการขาดแคลนแรงงานในไต้หวัน

ปัจจุบัน ไต้หวันยังคงมีความต้องการแรงงานต่างชาติเพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน ซึ่งเป็นผลมาจากประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น จากรายงานการคาดการณ์ประชากรของสภาพัฒนาแห่งชาติ ไต้หวัน (พ.ศ. 2563-2613) ไต้หวันจะกลายเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2568 โดยมีประชากรสูงอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่อัตราการเกิดอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ แรงงานไทยก็ยังคงเป็นที่ต้องการของนายจ้างไต้หวัน 

สถานการณ์ปัจจุบัน

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ไต้หวันปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นสำหรับแรงงานทั่วไปในภาคการผลิต ก่อสร้าง และเกษตร เป็นเดือนละ 24,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งจะทำให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น  และดึงดูดแรงงานให้มาทำงานที่ไต้หวัน ซึ่งไต้หวันยังคงต้องการแรงงานต่างชาติในหลายภาคส่วน 

  1. แรงงานต่างชาติในตำแหน่งผู้อนุบาล : จากภาวะการเข้าสู่สังคมสูงอายุของไต้หวันส่งผลให้มีความต้องการแรงงานต่างชาติในตำแหน่งผู้อนุบาลจำนวนมาก ซึ่งในสาขาดังกล่าวแรงงานอินโดนีเซียครองตลาดผู้อนุบาลสูงสุด โดยมีจำนวนผู้อนุบาลมากกว่า 190,000 คน ตามด้วยเวียดนาม และฟิลิปปินส์  ส่วนไทยมีจำนวนไม่ถึง 400 คน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานเก่าที่นายจ้างให้ความไว้ใจ และมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากตำแหน่งไม่เป็นที่นิยมของแรงงานไทย และเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูง รวมถึงอาศัยร่วมกับเจ้าของบ้าน และไม่ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันภัยแรงงานเหมือนแรงงานในภาคส่วนอื่น แรงงานไทยจึงนิยมทำงานในภาคการผลิตที่มีความเป็นส่วนตัวและมีกิจกรรมทางสังคมสูงกว่า
  2. แรงงานต่างชาติภาคก่อสร้าง : ไต้หวันมีโครงการก่อสร้างที่สำคัญหลายโครงการ และมีความต้องการแรงงานก่อสร้างจำนวนมาก โดยในปี 2563 รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน คาดว่าจะมีการจ้างแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 2,400 คน และมีแนวโน้มการขอจ้างแรงงานไทยในภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้นในปี 2564 
  3. แรงงานต่างชาติภาคการผลิต : จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้นายจ้างไต้หวันย้ายฐานการผลิตกลับมาที่ไต้หวัน ซึ่งมีโอกาสการจ้างแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของไต้หวันทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และมีการเติบโตในเชิงบวก โดยมีปัจจัยการเติบโตที่สำคัญจากความต้องการผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากต่างชาติ ทั้งนี้ สำนักงานสถิติ การบัญชี และงบประมาณไต้หวัน ได้คาดการณ์ว่าในปี 2564 GDP จะเติบโตขึ้นร้อยละ 3.83 โดยปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโต ได้แก่ การจัดการกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก และความคืบหน้าของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน 
  4. แรงงานต่างชาติภาคเกษตร : ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 ไต้หวันอนุญาตให้มีการจ้างแรงงานต่างชาติเป็นครั้งแรกเพื่อตอบสนองภาวะขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนดังกล่าวเนื่องจากประชากรในชนบทมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น แรงงานในภาคการเกษตรลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลกระทรวงแรงงานไต้หวันในปี 2563ในภาพรวม แรงงานไทยในภาคเกษตรมีเแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ในปี 2563 นายจ้างยื่นขอจ้างแรงงานไทยลดลง เนื่องจากทุกประเทศมีมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ รวมทั้งมาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ สถานประกอบการหลายแห่งยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการชะลอตัว อย่างไรก็ตาม จากการที่ไต้หวันมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้นักธุรกิจย้ายฐานการผลิตกลับมาที่ไต้หวัน พร้อมกับดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างจริงจัง ส่งผลให้ไต้หวันมีผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ต่ำ และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงบวก 

แม้ว่าไต้หวันได้มีมาตรการจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติเพื่อป้องกันโรคโควิด แต่ยังคงอนุญาตให้ว่าจ้างแรงงานต่างชาติได้ โดยต้องปฏิบัติตามภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่รัฐบาลกำหนดสำหรับการจ้างแรงงานฯ ซึ่งคาดว่าในปี 2564 ไต้หวันมีแนวโน้มการจ้างแรงงานไทยเพิ่มขึ้น แต่ไม่เพิ่มมากนัก เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งหลายประเทศมีแนวโน้มของการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้น และอาจส่งผลต่อการพิจารณาระงับการจ้างแรงงานต่างชาติชั่วคราวได้ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานไต้หวัน ได้มีมาตรการขยายระยะเวลาจ้างงานสำหรับแรงงานต่างชาติในสถานการณ์โควิด โดยสนับสนุนให้ต่อสัญญาสัญญาจ้างหรือเปลี่ยนนายจ้างในไต้หวันได้ (โดยทั้งนายจ้างและแรงงานต้องตกลงยินยอมร่วมกัน) โดยแรงงานไม่ต้องเดินทางกลับประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 


1203
TOP