Skip to main content

หน้าหลัก

ปัญหาที่ส่งผลต่อการจ้างแรงงานไทย

ปัญหาที่ส่งผลต่อการจ้างแรงงานไทย 

1)   ปัญหาที่เกิดจากนายจ้าง 

  • นายจ้างบางรายจัดเก็บภาษีจากคนงานแล้วไม่นำส่งกรมสรรพากร เมื่อประสบปัญหาเลิกกิจการ ลูกจ้างต้องไปเสียภาษีย้อนหลังจำนวนมาก และบางรายได้รับเงินคืนภาษีที่ลูกจ้างจ่ายเกินมาจากกรมสรรพากรแล้ว ไม่ส่งมอบให้แก่ลูกจ้าง หรือคืนให้แต่ไม่ครบ
  • นายจ้างจำนวนมากไม่ยินยอมจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับให้แก่ลูกจ้าง โดยอ้างว่าลูกจ้างลงนามยินยอมจ่ายเอง หรือใช้วิธีการหักค่าโดยสารเครื่องบินจากเงินค่าจ้างและเงินหักฝาก หรือเงินรายได้อื่นๆ ทั้งๆที่ลูกจ้างทำงานครบสัญญา ซึ่งกำหนดว่านายจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าโดยสารเครื่องบิน
  • นายจ้างจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาไม่ตรงตามความเป็นจริง โดยจ่ายในอัตราเดียวตลอด หรือจ่ายตามชิ้นงาน
  • นายจ้างบางรายเรียกเก็บเงินหักฝากหรือเงินกันหนีไว้ ระหว่าง 3,000 – 5,000 เหรียญไต้หวัน โดยไม่มีข้อกำหนดของกฎหมายให้กระทำได้ และไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง นอกจากนี้ นายจ้างบางรายเลิกกิจการแล้วไม่คืนเงินหักฝาก ยึดเอาเงินเป็นของตน โดยอ้างว่าลูกจ้างทำความผิดหรือหลบหนี และยินยอมให้หักเนื่องจากทำงานไม่ครบสัญญา 
  • ลูกจ้างถูกตัดค่าจ้างในวันที่นายจ้างสั่งหยุดงาน เนื่องจากเหตุผลและความจำเป็นของนายจ้างเอง ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิหักค่าจ้างสำหรับวันที่สั่งให้หยุดงาน หรือจ่ายค่าจ้างแต่ให้ทำงานชดเชยในสัปดาห์หรือเดือนถัดไป โดยให้ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือทำชดเชยในตอนเย็น ซึ่งควรจะได้รับเงินค่าล่วงเวลา
  • เรียกเก็บค่าอาหารและที่พักเกิน 2,500 เหรียญไต้หวัน ที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง และจัดอาหารที่พักและสวัสดิการไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด (ตามกฎหมายบริการจัดหางานของไต้หวัน อนุญาตให้เก็บไม่เกิน 5,000 เหรียญไต้หวัน/เดือน) 
  • นายจ้างบางรายแบ่งจ่ายค่าจ้างออกเป็นส่วนๆ โดยแยกเป็นค่าจ้างพื้นฐาน เบี้ยขยัน และอื่นๆ ในกรณีที่ลูกจ้างปฏิบัติงานไม่ได้ ตามเป้าหมายที่กำหนด หรือทำงานสาย ขาดงาน ก็จะถูกหักเงินในส่วนนั้นๆ ทำให้ได้รับค่าจ้างไม่ถึงค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด
  • นายจ้างส่งลูกจ้างกลับก่อนครบสัญญา โดยไม่จ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมาย หรือจ่ายให้น้อยกว่าอัตราที่ลูกจ้างควรจะได้รับ
  • กรณีลูกจ้างประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย นายจ้างบางรายไม่สนใจนำไปรักษาพยาบาล หรือไม่ดูแลให้มีการจ่ายเงินชดเชยหรือทดแทนต่างๆ ตามที่ลูกจ้างควรจะได้รับ
  • นายจ้างไม่ทำหลักฐานการจ่ายค่าจ้าง (Pay Slip)  เป็นภาษาไทย ทำให้ลูกจ้างอ่านไม่รู้เรื่อง และถูกเอาเปรียบ
  • นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง/ค่าตอบแทนสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ไม่ได้จัดให้ลูกจ้างหยุด (ปีละ 7 วัน)  หรือไม่จัดวันหยุดให้
  • สภาพโรงงานหลายแห่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้าง  โดยเฉพาะ   ฝุ่นละออง กลิ่นสารเคมี อากาศร้อนไม่มีระบบถ่ายเท แสงสว่างไม่เพียงพอ เสียงดังเกินมาตรฐาน ฯลฯ  รวมทั้งไม่มีเครื่องป้องกัน วัสดุอุปกรณ์ให้แก่ลูกจ้าง

2)   ปัญหาที่เกิดจากบริษัทจัดหางานไต้หวัน

  • บริษัทจัดหางานไต้หวันเรียกเก็บค่าบริการอื่นๆ ทั้งที่ไม่มีสิทธิเก็บเนื่องจากได้รับค่าบริการรายเดือนทุกเดือนอยู่แล้ว เช่น ค่ารถไปสถานพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจรักษาเมื่อเจ็บป่วย ค่ารถรับส่งสนามบินเมื่อเดินทางมาถึงและเมื่อเดินทางกลับ  ค่าสัมภาระส่วนเกินในอัตราที่สูงกว่าสายการบินกำหนด ฯลฯ
  • ไม่รับผิดชอบในการแก้ปัญหาระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ไม่ดูแลพาลูกจ้างเจ็บป่วยไปรับการรักษา ไม่คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่ควรได้รับเพื่อความเป็นธรรม
  • ไม่จัดล่ามที่มีความรู้ความสามารถเพื่อช่วยเหลือคนงาน ทำให้หลายกรณี ลูกจ้างต้องถูกลงโทษเพราะปัญหาที่เกิดจากล่าม

3)   ปัญหาที่เกิดจากบริษัทจัดหางานไทย

  • บางรายเก็บค่าบริการ (ค่าหัว) แพงกว่ามาตรฐานที่กระทรวงแรงงานไทยกำหนด 
  • ให้คนงานลงนามในหนังสือยินยอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินขากลับเอง  โดยให้ลงนามในขณะที่อยู่สนามบินเพื่อออกเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน  ซึ่งลูกจ้างจำเป็นต้องยินยอม  มิฉะนั้นจะไม่ได้เดินทาง
  • ระบุให้ลูกจ้างมาทำงานในตำแหน่งหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงจริงให้ทำงานอีกตำแห่งหนึ่ง หรือแจ้งว่ามี OT  มีที่พักสะดวกสบาย แต่เมื่อมาถึงไต้หวันกลับไม่เป็นตามที่แจ้งไว้และไม่สามารถเปลี่ยนงานได้ ลูกจ้างจำนวนหนึ่งจึงต้องขอยกเลิกสัญญาหลังจากเดินทางมาทำงานไม่ถึงเดือน เพราะทนสภาพการทำงานไม่ได้ หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ 
  • กรณีที่คนงานต้องกู้เงินเพื่อใช้เป็นค่าบริการจัดหางาน บริษัทจัดหางานไทยบางรายหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้วยการกำหนดให้คนงานที่ไม่รู้จักกันมาก่อนลงนามค้ำประกันเงินซึ่งกันและกัน การผ่อนชำระเงินกู้จะจ่ายเมื่อไปทำงานแล้ว โดยคนงานบางรายขอกลับก่อนจึงชำระเงินกู้ไม่หมด ทำให้มีการยื่นฟ้องคนงานผู้ค้ำประกัน เพื่อบังคับให้นายจ้างหักค่าจ้างจ่ายแทนผู้ที่กลับไปก่อน แม้ว่าคนงานดังกล่าวจะชำระเงินกู้ในส่วนของตนเองครบถ้วนแล้ว 

4)   ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไต้หวัน

  • อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนคงที่ (ปี 2564 เท่ากับ 24,000 เหรียญไต้หวัน)  ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างให้มาทำงานในตำแหน่งใด หรือมีประสบการณ์ทำงานมาแล้วกี่ปี  เป็นอัตราที่ไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างไรก็ตาม ยังมีนายจ้างหลาบรายมีความต้องการจ้างแรงงานไทยที่มีความชำนาญ เช่น ช่างเชื่อม ช่างประกอบโลหะ เป็นต้น โดยมีการตกลงให้ค่าจ้างสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเล็กน้อย แต่จะระบุในสัญญาจ้างเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือน เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตทำงานที่อาจถูกจัดเป็นแรงงานฝีมือ ซึ่งต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม เช่น ใบรับรองประสบการณ์ วุฒิการศึกษา เป็นต้น 
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ลูกจ้างจะต้องถูกหักตามกฎหมายมีหลายรายการ ได้แก่ ค่าอาหารและที่พัก เดือนละ 2,500 เหรียญไต้หวัน ค่าเบี้ยประกันภัยแรงงาน เดือนละ 504 เหรียญไต้หวัน  ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ เดือนละ 372 เหรียญไต้หวัน ค่าภาษี (ขึ้นอยู่กับรายได้) ค่าบริการดูแลรายเดือน 1,500-1,800 เหรียญไต้หวัน (ปีแรก 1,800- ปีที่สอง 1,700- ปีที่สามเป็นต้นไป 1,500-) ในขณะที่ค่าจ้างของลูกจ้างได้รับเพียงเดือนละ 24,000 เหรียญไต้หวัน เท่านั้น ไม่รวมค่าจ้างล่วงเวลา 
  • ลูกจ้างที่ทำงานเป็นผู้ทำงานบ้านและผู้อนุบาล ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ต้องเสี่ยงกับการทำงานหนัก ติดโรคจากผู้ป่วย ไม่มีเวลาพักหรือวันหยุด ไม่มีค่าล่วงเวลา ถูกควบคุมกดขี่ หรือคุกคามทางเพศจากนายจ้าง  แต่ต้องเสียค่าบริการรายเดือนจากบริษัทจัดหางานเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนกำหนดไว้เพียง 17,000 เหรียญไต้หวัน (ปัจจุบัน ผู้อนุบาลไทยมีประมาณ 400 คน ซึ่ง สนร. ไทเป สนับสนุนการจ้างงานในอัตราที่เทียบเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของไต้หวันเช่นเดียวกับกับตำแหน่งงานอื่นตามนโยบายของกระทรวงแรงงาน จึงอาจทำให้นายจ้างหันไปจ้างแรงงานต่างชาติประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ) 
  • เงื่อนไขการโอนย้ายนายจ้างและการต่อสัญญาจ้าง กล่าวคือ กระทรวงแรงงานไต้หวันกำหนดไว้ตายตัว เช่น เช่น ต้องขอย้าย นายจ้างภายใน 2-4 เดือนก่อนหมดสัญญาจ้าง โดยนายจ้างเก่าต้องยินยอม หรือ การต่อสัญญาจ้างในไต้หวันโดยไม่ต้องกลับไทยเพื่อเสียค่าบริการ จัดหางานกลับอีกนั้น นายจ้างเก่าและนายจ้างใหม่ต้องดำเนินการให้โดยมีบริษัทจัดหางานไต้หวันดูแล แต่หากเกิดกรณีนายจ้างและบริษัทจัดหางาน ต้องการได้ร้บเงินส่วนแบ่งจากค่าบริการฯ ก็จะไม่ต่อสัญญาให้ในไต้หวัน จึงทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบและไม่ได้รับความสะดวกและเป็นธรรมตามที่กฎหมายแรงงานไต้หวันได้เปิดโอกาสไว้ อย่างไรก็ดี กฎหมายแรงงานไต้หวันไม่ได้บังคับให้นายจ้างต้องต่อสัญญาจ้างกับแรงงานต่างชาติทุกราย ขึ้นกับการตกลงของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติหากนายจ้างพิจารณาเห็นว่าแรงงานต่างชาติมีฝีมือ และประสบการณ์ รวมทั้งประพฤติดี นายจ้างจะต่อสัญญาให้อยู่แล้ว ยกเว้นกรณีสุดวิสัย เช่น ปัญหาทางการเงินของบริษัท เป็นต้น

1088
TOP