ปัญหาทั่วไปของแรงงานไทย

 

ปัญหาแรงงานไทยในไต้หวัน

 

 

1)   ปัญหาที่เกิดจากนายจ้าง 

 

      ***   นายจ้างบางรายจัดเก็บภาษีจากคนงานแล้วไม่นำส่งกรมสรรพากร เมื่อประสบปัญหาเลิกกิจการ ลูกจ้างต้องไปเสียภาษีย้อนหลังจำนวนมาก และบางรายได้รับเงินคืนภาษีที่ลูกจ้างจ่ายเกินมาจากกรมสรรพากรแล้ว ไม่ส่งมอบให้แก่ลูกจ้าง หรือคืนให้แต่ไม่ครบ

      ***   นายจ้างจำนวนมากไม่ยินยอมจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับให้แก่ลูกจ้าง โดยอ้างว่าลูกจ้างลงนามยินยอมจ่ายเอง หรือใช้วิธีการหักค่าโดยสารเครื่องบินจากเงินค่าจ้างและเงินหักฝาก หรือเงินรายได้อื่นๆ ทั้งๆที่ลูกจ้างทำงานครบสัญญา ซึ่งกำหนดว่านายจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าโดยสารเครื่องบิน

      ***   นายจ้างจ่ายค่าทำงานล่วงเวลาไม่ตรงตามความเป็นจริง โดยจ่ายในอัตราเดียวตลอด หรือจ่ายตามชิ้นงาน

      ***   นายจ้างเกือบทุกรายจะเรียกเก็บเงินหักฝากหรือเงินกันหนีไว้ ระหว่าง 3,000 – 5,000 เหรียญไต้หวัน โดยไม่มีข้อกำหนดของกฎหมายให้กระทำได้ และโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง นอกจากนี้นายจ้างบางรายเลิกกิจการแล้วไม่คืนเงินหักฝาก ยึดเอาเงินเป็นของตน โดยอ้างว่าลูกจ้างทำความผิดหรือหลบหนี และยินยอมให้หักเนื่องจากทำงานไม่ครบสัญญา นอกจากนี้บางรายยังนำเงินหักฝากของลูกจ้างไปปล่อยกู้ให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่ง หรือเปิดบัญชีเงินหักฝากในชื่อของนายจ้างเองเพื่อหาดอกเบี้ย

      ***   ลูกจ้างถูกตัดค่าจ้างในวันที่นายจ้างสั่งหยุดงาน เนื่องจากเหตุผลและความจำเป็นของนายจ้างเอง ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิหักค่าจ้างสำหรับวันที่สั่งให้หยุดงาน  หรือจ่ายค่าจ้างแต่ให้ทำงานชดเชยในสัปดาห์หรือเดือนถัดไป โดยให้ทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือทำชดเชยในตอนเย็น ซึ่งควรจะได้รับเงินค่าล่วงเวลา

      ***   เรียกเก็บค่าอาหารและที่พักเกิน 2,500 เหรียญไต้หวัน และจัดอาหารที่พักและสวัสดิการไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด

      ***   นายจ้างหักเงินลูกจ้างเป็นค่าปรับกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ เช่น   เข้าหอพักไม่ทันเวลา 22.00 น. ถูกปรับครั้งละ 1,000 เหรียญไต้หวัน

      ***   นายจ้างดุด่า ทำร้ายร่างกายลูกจ้าง หรือควบคุมลูกจ้างอย่างเข้มงวด

      ***   นายจ้างบางรายแบ่งจ่ายค่าจ้างออกเป็นส่วนๆ แยกเป็นเงินเดือนพื้นฐาน    เบี้ยขยัน และอื่นๆ  ในกรณีที่ลูกจ้างปฏิบัติงานไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด หรือทำงานสาย   ขาดงาน ก็จะถูกหักเงินส่วนนั้นๆ ทำให้ได้ค่าจ้างไม่ถึงค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด

      ***   นายจ้างส่งลูกจ้างกลับก่อนครบสัญญา โดยไม่จ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมาย หรือจ่ายให้น้อยกว่าอัตราที่ลูกจ้างควรจะได้รับ

***   นายจ้าง/บริษัทจัดหางานบางราย ยื่นขอรับเงินสงเคราะห์ประกันภัยแรงงาน หรือเงินค่าทดแทนกรณีลูกจ้างประสบอันตราย หรือเสียชีวิตแล้ว  ไม่โอนหรือมอบให้ลูกจ้าง  นอก จากนี้นายจ้างบางราย ไม่นำส่งเงินสบทบกองทุนประกันภัยแรงงานและกองทุนประกันสุขภาพ หรือนำส่งให้ล่าช้า

      ***   กรณีลูกจ้างประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย นายจ้างบางรายไม่สนใจนำไปรักษาพยาบาล หรือไม่ดูแลให้มีการจ่ายเงินชดเชยหรือทดแทนต่างๆ ตามที่ลูกจ้างควรจะได้รับ และบางรายรีบส่งลูกจ้างกลับก่อนที่จะรักษาหาย

      ***   นายจ้างหลายรายติดค้างค่าจ้าง จ่ายค่าจ้างล่าช้า หรือเปลี่ยนสถานะลูกจ้างเป็นรายวัน รายเหมา  และจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน รายเหมา รายชิ้น 

      ***   นายจ้างไม่ทำหลักฐานการจ่ายค่าจ้าง (Pay Slip)  เป็นภาษาไทย ทำให้ลูกจ้างอ่านไม่รู้เรื่อง และถูกเอาเปรียบ

      ***   นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง/ค่าตอบแทนสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ไม่ได้จัดให้ลูกจ้างหยุด (ปีละ 7 วัน)  หรือไม่จัดวันหยุดให้

      ***   นายจ้างเรียกเก็บค่าน้ำ/ไฟฟ้าเพิ่มจากลูกจ้าง  และไม่มอบบัตรประจำตัวให้ลูกจ้างถือติดตัว

      ***   สภาพโรงงานหลายแห่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกจ้าง  โดยเฉพาะ   ฝุ่นละออง กลิ่นสารเคมี อากาศร้อนไม่มีระบบถ่ายเท แสงสว่างไม่เพียงพอ เสียงดังเกินมาตรฐาน ฯลฯ  รวมทั้งไม่มีเครื่องป้องกัน วัสดุอุปกรณ์ให้แก่ลูกจ้าง

      ***   เมื่อมีงานให้ทำน้อย นายจ้างบางรายโอนลูกจ้างให้ไปทำกับนายจ้างรายอื่น หรือบริษัทในเครือ ทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิที่ควรจะได้รับ เช่น ทำงานกับนายจ้างใหม่ไม่ครบ 1 - 2 ปี จะต้องออกค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับเอง 

 

2)   ปัญหาที่เกิดจากบริษัทจัดหางานไต้หวัน

 

      ***   บริษัทจัดหางานไต้หวันเรียกเก็บค่าบริการอื่นๆ ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิเก็บเนื่องจากได้รับค่าบริการรายเดือนทุกเดือนอยู่แล้ว เช่น ค่ารถไปสถานพยาบาล เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาเมื่อเจ็บป่วย ค่ารถจากสนามบินเมื่อเดินทางมาถึงและเมื่อเดินทางกลับ ค่าต่ออายุหนังสือเดินทางเกินค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริง ค่าแลกเปลี่ยนเงินในอัตราที่ต่ำกว่าราคาตลาด  ค่าสัมภาระส่วนเกินในอัตราที่สูงกว่าสายการบินกำหนด ค่าต่อสัญญาเมื่อคนงานทำงานครบ 1 ปี หรือ 2 ปี ฯลฯ

      ***   บริษัทจัดหางานไต้หวันเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนล่วงหน้า ระหว่าง     5 – 10 เดือน  และเรียกเก็บค่าบริการรายเดือนจากลูกจ้างที่มาทำงานในรอบที่ 2  (ปีที่ 4)  กับนายจ้างรายเดิม ณ อัตราเริ่มต้นใหม่ คือเดือนละ 1,800 เหรียญไต้หวัน

***   บริษัทจัดหางานไต้หวันเรียกเก็บเงินจากลูกจ้าง  โดยอ้างว่าเป็นเงินกู้ของ    สถาบันการเงินไทยสำหรับค่าบริการจากเมืองไทย (ในกรณีที่คนงานจ่ายค่าบริการน้อย ระหว่าง60,000 – 70,000 บาท)  และตนเป็นเพียงตัวแทนทำหน้าที่ช่วยโอนเงินเพื่อใช้หนี้ให้ลูกจ้างเท่านั้น

      ***   ไม่รับผิดชอบในการแก้ปัญหาระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง ไม่ดูแลพาลูกจ้างเจ็บป่วยไปรับการรักษา ไม่คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่ควรได้รับเพื่อความเป็นธรรม

      ***   ไม่จัดล่ามที่มีความรู้ความสามารถเพื่อช่วยเหลือคนงาน ทำให้หลายกรณี ลูกจ้างต้องถูกลงโทษเพราะปัญหาที่เกิดจากล่าม

      ***   แจ้งจำนวนลูกจ้างที่จะนำเข้าเกินกว่าความต้องการใช้งานที่แท้จริงของนายจ้างในช่วงเวลานั้นๆ โดยอ้างว่าขอเผื่อสำหรับระยะเวลาข้างหน้า และนำโควต้าที่ได้รับส่งให้บริษัทจัดหางานไทยไปรับสมัครคนงานและเรียกเก็บค่าหัวล่วงหน้า ทั้งๆที่ยังไม่มีตำแหน่งงาน

 

3)   ปัญหาที่เกิดจากบริษัทจัดหางานไทย

 

      ***   เก็บค่าบริการ (ค่าหัว) แพงกว่ามาตรฐานที่ CLA  กำหนด ซึ่งจากข้อมูลที่    สอบถามแรงงานไทย พบว่าร้อยละ 45  เสียค่าบริการมากกว่า 150,000 บาท ร้อยละ 45  เสียค่าบริการระหว่าง 100,000 – 140,000 บาท และร้อยละ 10  เสียค่าบริการน้อยกว่า 100,000 บาท เนื่องจากผลของการแข่งขันซื้อตำแหน่งงาน

      ***   CLA ได้ขอความร่วมมือให้ประเทศผู้ส่งออกแรงงานแยกค่าบริการจัดหางานและค่าใช้จ่ายออกจากกัน  และเสนอให้บริษัทจัดหางานไทยเก็บค่าบริการจัดหางานได้ไม่เกินค่าจ้างขั้นต่ำ 1 เดือน  รวมทั้งในการกำหนดค่าบริการจัดหางาน ให้ตัดรายการค่าซื้อตำแหน่งงานจากไต้หวันออก พร้อมทั้งประกาศให้บริษัทจัดหางานไต้หวันห้ามเรียกเก็บเงินค่าขายตำแหน่งงานอีกตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นมา แต่มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้

      ***   บริษัทจัดหางานไทยให้คนงานลงนามในหนังสือยินยอมจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินขากลับเอง  โดยให้ลงนามในขณะที่อยู่สนามบินเพื่อออกเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน  ซึ่งลูกจ้างจำเป็นต้องยินยอม  มิฉะนั้นจะไม่ได้เดินทาง

      ***   บริษัทจัดหางานไทยระบุให้ลูกจ้างมาทำงานในตำแหน่งหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงจริงให้ทำงานอีกตำแห่งหนึ่ง หรือแจ้งว่ามี OT  มีที่พักสะดวกสบาย  ทำงานครบ 2 ปีต่อสัญญาได้ ฯลฯ  แต่เมื่อมาถึงไต้หวันกลับไม่เป็นตามที่แจ้งและไม่สามารถเปลี่ยนงานได้  ลูกจ้างจำนวนมากจึงต้องลากลับเมื่อมาอยู่ไม่ถึงเดือน เพราะทนสภาพการทำงานไม่ได้

 

4)   ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไต้หวัน

 

      ***   อัตราค่าจ้างคงที่ 17,280 เหรียญไต้หวัน  ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างให้มาทำงานในตำแหน่งใดๆ หรือมีประสบการณ์ทำงานมาแล้วกี่ปี  เป็นอัตราที่ไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม 

***   ระเบียบการจัดเก็บภาษีไม่เป็นธรรมและไม่ยืดหยุ่น โดยลูกจ้างทั่วไปและมีรายได้ขั้นต่ำ ต้องเสียภาษีร้อยละ 20  ในกรณีเข้ามาทำงานไม่ครบ 183 วัน ในปีการจัดเก็บภาษี (เข้ามาทำงานหลังวันที่ 2 กรกฎาคม)  เท่าๆกับคนทำงานที่มีรายได้สูง

      ***   ลูกจ้างที่ครบสัญญา 2 ปี หรือ 3 ปี  และจะกลับมาทำงานต่อกับนายจ้าง  รายเดิม ตำแหน่งหน้าที่เดิม และอัตราเงินเดือนเดิม  ต้องออกไปนอกประเทศและเริ่มต้นกระบวน การต่างๆที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกนับแสนบาท เพื่อกลับมาทำงานรอบใหม่

      ***   ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ลูกจ้างจะต้องถูกหักตามกฎหมายมีหลายรายการ ได้แก่ ค่าอาหารและที่พักเดือนละ 2,500 เหรียญไต้หวัน  เงินสมทบกองทุนประกันภัยแรงงานเดือนละ 191 เหรียญไต้หวัน  เงินสมทบกองทุนประกันสุขภาพเดือนละ 235 เหรียญไต้หวัน  ค่าภาษี   ร้อยละ 6 (กรณีพำนักอยู่ในไต้หวันครบ 183 วัน)  เดือนละ 1,037 เหรียญไต้หวัน  หรือค่าภาษีร้อยละ 20  (กรณีพำนักไม่ครบ 183 วัน)  เดือนละ 3,456 เหรียญไต้หวัน  ค่าบริการจัดหางานไต้หวันรายเดือน ระหว่าง 1,500 – 1,800 เหรียญไต้หวัน  ซึ่งสรุปรวมค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ถูกหักดังกล่าวจะอยู่ประมาณ 7,463 – 13,000 เหรียญไต้หวันต่อเดือน  ในขณะที่ค่าจ้างของลูกจ้างต่างชาติที่ได้รับเพียงเดือนละ 17,280 เหรียญไต้หวัน เท่านั้น

      ***   ลูกจ้างที่ทำงานเป็นผู้ทำงานบ้านและผู้อนุบาล ไม่ได้รับความคุ้มครอง หรือไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ต้องเสี่ยงกับการทำงานหนัก ติดโรคจากผู้ป่วย ไม่มีเวลาพักหรือวันหยุด ไม่มีค่าล่วงเวลา ถูกควบคุมกดขี่ หรือคุกคามทางเพศจากนายจ้าง  แต่ต้องเสียค่าบริการรายเดือนจากบริษัทจัดหางานเช่นเดียวกัน

      ***   เงื่อนไขการโอนย้ายนายจ้างและการต่อสัญญาทำงานที่ CLA  กำหนดไว้ตายตัว ทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบและไม่ได้รับความสะดวกและเป็นธรรม กรณีต้องทำงานกับนายจ้างที่ไม่ดีและต้องการเปลี่ยนงาน

 

5)   ปัญหาที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติตัวของแรงงานไทยเอง  

 

      ***   การดื่มสุราจนขาดสติ   ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา เช่น เมาสุราก่อเหตุทะเลาะวิวาท  ฆ่ากันตาย  ถูกรถชนตาย  บาดเจ็บทุพพลภาพ  โดยจำนวนผู้ต้องขังคนไทยในเรือนจำไต้หวันส่วนใหญ่เกินกว่าร้อยละ 60  เกิดจากปัญหายาเสพติด

       ***   การใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย   ปัจจุบันในไต้หวันมีแหล่งธุรกิจบันเทิงต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ผับ ดิสโก้เทค คาราโอเกะ ที่เปิดให้บริการอย่างผิดกฎหมายมากมาย  บางรายอาศัยรายการวิทยุของสถานีวิทยุเถื่อนโฆษณาดึงดูดคนงานให้ไปใช้บริการ หากไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารสามารถผ่อนส่งได้ทีหลัง โดยให้คนงานวางใบถิ่นที่อยู่ค้ำประกันไว้และจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 20    ต่อเดือน

***   ปัญหาสืบเนื่องจากการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่   ในไต้หวันโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาถูก หาซื้อได้สะดวก คนงานจึงมีใช้กันแพร่หลาย  ผลดีคือทำให้ติดต่อกับทางบ้านได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ผลเสียที่ตามมาก็คือ มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเฉลี่ยเดือนละ 1,000 – 5,000 เหรียญไต้หวัน      อีกทั้งการติดต่อกับเพื่อนฝูงก็ง่ายขึ้น สามารถนัดหมายกันไปหาความสำราญด้วยการดื่มสุรา      หาความบันเทิงในสถานบริการต่างๆได้สะดวกขึ้น เมื่อสนุกเพลินไม่มีเงินเหลือส่ง ทางบ้านก็

เดือดร้อน คนงานบางรายขาดความรู้ เมื่อใช้ซิมการ์ดหมดก็ทิ้งไปโดยขาดความระมัดระวัง ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพเก็บไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดกฎหมาย ก่อปัญหาให้กับคนงานตามมา เนื่องจากหลักฐานทะเบียนการซื้อซิมการ์ด ยังเป็นชื่อของคนงาน

***   ปัญหายาเสพติด (ยาบ้าและยาไอซ์)  ปัจจุบันปัญหาการเสพยาเสพติดใน   หมู่คนงานไทยในไต้หวันขยายวงเพิ่มขึ้น แหล่งจำหน่ายที่สำคัญคือ ร้านอาหารไทย ซึ่งจำหน่ายในราคาขายปลีกเม็ดละประมาณ 500 เหรียญไต้หวัน หากไม่มีเงินสดก็สามารถซื้อได้ในระบบเงินเชื่อ เมื่อติดหนี้มากขึ้น ก็จะถูกชักนำเข้าสู่กระบวนการเป็นผู้ขาย ทำให้ยาเสพติดแพร่ระบาดสู่โรงงานต่างๆง่ายขึ้น

***   การกู้เงินมาใช้จ่ายโดยต้องรับภาระดอกเบี้ยสูง   ร้านอาหารไทย หรือแม้แต่ล่ามและบริษัทจัดหางานจะทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ให้กับคนงานในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20  ต่อเดือน หรือร้อยละ 10 ต่อ 10 วัน หรือสูงกว่านั้น โดยคนงานผู้กู้จะต้องนำบัตรเอทีเอ็มวางค้ำประกันไว้ให้ ผู้ปล่อยเงินกู้นำไปเบิกเงินสดเอง คนงานบางรายเบิกเงินเกินกว่าจำนวนเงินที่กู้ ส่งผลให้ไม่เหลือเงินส่งกลับบ้าน แม้ว่าจะได้รับเงินค่าตอบ แทนสูงถึงเดือนละ 20,000 – 30,000 เหรียญไต้หวัน  เมื่อทางบ้านติดต่อทวงถามคนงานก็จะอ้างว่าไม่ได้รับเงินค่าจ้าง โรงงานมีปัญหา บางรายก็ขาด การติดต่อกับทางบ้าน ไม่ส่งเงินกลับบ้านไปใช้หนี้ จนทางบ้านต้องไปร้องทุกข์ขอให้เจ้าหน้าที่ติดตามหาตัวด้วยความห่วงใยอยู่เป็นประจำ

***   การเล่นการพนัน  ซื้อล๊อตเตอรี่ และหวยใต้ดินอย่างมัวเมา ซึ่งนอกจากจะ  ทำให้คนงานขาดสมาธิในการทำงานแล้ว ยังต้องติดหนี้เป็นจำนวนมากกับเจ้ามือการพนัน ซึ่ง   ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารและสถานบันเทิง  

***   หลบหนีนายจ้าง  ซึ่งหากไม่กลับเข้าโรงงานเกิน 3 วัน นายจ้างมีสิทธิแจ้งว่าคนงานหลบหนี และเมื่อคนงานต้องการกลับประเทศจะต้องเข้ามอบตัว และเสียค่าปรับระหว่าง 1,000 – 10,000 เหรียญไต้หวัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่หลบหนี  ทั้งนี้ระหว่างถูกควบคุมตัวเพื่อ     รอการส่งกลับ คนงานจะต้องรับผิดชอบค่าอาหารและอื่นๆ รวมทั้งค่าตั๋วเครื่องบินเอง ซึ่งปรากฏว่ามีคนงานหลบหนีจำนวนมากที่ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว และ CLA ได้ติดตามทวงหนี้ผ่านสนร.ไทเปเป็นเงินหลายล้านบาท

***   ปัญหาอื่นๆ ได้แก่ การแต่งงานปลอมเพื่อเข้ามาทำงานในไต้หวัน ปัจจุบันมีคนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศชายใช้วิธีการแต่งงานกับคนไต้หวันเข้ามาทำงานในฐานะคู่สมรส โดยต้องจ่ายค่านายหน้าให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ (ซึ่งเป็นคนไทยที่ตั้งรกรากในไต้หวัน)  ในอัตราสูงถึง 

300,000 – 400,000 เหรียญไต้หวัน  แต่เมื่อมาถึงไต้หวันแล้ว ก็ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากยังไม่มีใบถิ่นที่อยู่  และเมื่อต้องการเงินคืนก็ไม่มีเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินที่จะเรียกเงินคืนได้ ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา

 

6)   ปัญหาด้านการบริหารแรงงาน

 

***   อัตรากำลังของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของสนร.ไทเป         ไม่เพียงพอในการให้ความคุ้มครองและติดตามสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย ให้ได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและสัญญาจ้างได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง เนื่องจากจำนวนผู้ปฏิบัติงานรวมทุกตำแหน่ง มีเพียง 11 คน ในขณะที่ต้องรับผิดชอบงานต่างๆที่สำคัญ ดังนี้

1)   คุ้มครองแรงงานไทยที่เข้ามาทำงานโดยถูกต้อง  แรงงานหลบหนีหรือเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมายเกือบ 50,000 คนเศษ  ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ถูกต้องตามสัญญาจ้างงานและตามกฎหมายต่างๆ ซึ่งจะมีการร้องทุกข์ผ่านโทรศัพท์ โทรสาร และช่องทางอื่นๆ  เพื่อขอคำปรึกษาและขอให้ช่วยเหลือในกรณีต่างๆเดือนละนับพันเรื่อง โดยเจ้าหน้าที่ต้อง

เจรจาไกล่เกลี่ย และให้คำแนะนำและสั่งการให้นายจ้าง/บริษัทจัดหางานแก้ไข เพื่อยุติข้อร้องทุกข์ดังกล่าว ให้ทันการณ์เนื่องจากเป็นข้อร้องทุกข์เร่งด่วน

2)   รับรองเอกสารของนายจ้างที่ประสงค์จะนำเข้าแรงงานไทยเฉลี่ยเดือนละ 500 – 600 เรื่อง จำนวนแรงงานไทยที่ขอนำเข้าประมาณเดือนละ 1,500 – 1,600 คน  

3)   ติดตามเงินสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆของคนงานเดือนละประมาณ 400 – 500 เรื่อง โดยเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเอกสาร ประสานกับนายจ้างและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ออกไปตรวจเยี่ยมติดตามและดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อการวินิจฉัยและเรียกร้องเงินสิทธิประโยชน์ดังกล่าวให้แก่คนงานตามสิทธิที่ควรจะได้รับต่อไป

4)   ประชุมเจรจาภาครัฐ/เอกชนเพื่อขยายการจ้างงาน ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมอื่นๆ

      

ทั้งนี้ภาระงานดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการเป็นประจำทุกวัน ไม่มีวันหยุด เมื่อเกิดงานสำคัญอื่นๆแทรกเข้ามา หรือมีลูกจ้างลาออก (ปีงบประมาณ 2551  มีลูกจ้างลาออก 2 ราย)  ก็จะทำให้ปฏิบัติงานไม่ทัน และมีปริมาณงานค้างสะสม ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้แรงงานที่รอความช่วยเหลือจำนวนมาก 

 

***   งบประมาณของสนร.ไทเปที่ได้รับในแต่ละปี  จะเป็นค่าใช้จ่ายประจำในค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค ค่าจ้างชั่วคราว ซึ่งไม่เพียงพอในการพัฒนาการปฏิบัติงานในเชิงรุก  

***   ปัญหาการบริหารจัดการบุคลากรในสำนักงานฯ  ซึ่งขาดขวัญกำลังใจเนื่องจากได้รับค่าจ้างน้อยและไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้าง ไม่สอดคล้องกับสภาวะค่าครองชีพในไทเป และไม่เท่าเทียมกับแรงงานท้องถิ่น ในขณะที่ต้องรับผิดชอบปริมาณงานและคุณภาพของงานที่สูงเกินค่าจ้างที่ได้รับ  

***   ปัญหาการประสานงานระหว่างกระทรวง/กรมการจัดหางานกับสำนักงานฯในด้านนโยบาย/ข้อคิดเห็น/แนวปฏิบัติที่สำคัญต่างๆ ส่วนใหญ่สำนักงานฯจะได้รับคำตอบที่ล่าช้า ไม่ชัดเจน ทำให้เป็นอุปสรรคในการปฏิบัติงานทั้งด้านประสิทธิภาพในการแข่งขันและขยายตลาด แรงงาน รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย

 

7)   ข้อเสนอแนะ

 

***   เพิ่มจำนวนบุคลากรให้เหมาะสมกับปริมาณงาน

***   ปรับอัตราค่าจ้างของลูกจ้างให้เหมาะสมและเป็นธรรม

***   จัดอบรมล่ามเกี่ยวกับเทคนิคในการเจรจาและช่วยเหลือแรงงาน

***   เพิ่มแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม

***   นำคณะแพทย์และพยาบาลจากส่วนกลางมาตรวจรักษาแรงงานไทยเป็น ครั้งคราว

***   เก็บค่าบริการรับรองเอกสาร  เพื่อหารายได้ชดเชยงบประมาณราชการ (ปัจจุบันสำนักงานแรงงานประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เก็บค่าบริการระหว่าง 1,300 – 1,400 เหรียญไต้หวันต่อราย)

***   เจรจาตกลงเรื่องระบบการคืนเงินภาษี โดยให้กรมสรรพากรโอนเข้าบัญชีธนาคาร (ที่คนงานไทยทุกรายจะต้องเปิดบัญชีไว้ที่ไต้หวัน) โดยตรง เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ และเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรมแก่คนงาน

***   ปรับปรุงเขตพื้นที่รับผิดชอบระหว่างสำนักงาน 2 แห่ง ในไต้หวันใหม่ เพื่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานช่วยเหลือและคุ้มครองคนงานไทย

***   ขอความร่วมมือจากส่วนกลางในการพิจารณาตอบข้อหารือ หรือให้แนวปฏิบัติในการดำเนินงานที่ชัดเจนและรวดเร็ว