สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

 

     ไต้หวันเป็นประเทศทุนนิยม ที่รัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือภาคธุรกิจการค้าในด้านการลงทุนมากนัก และมีแนวโน้มว่าจะลดการช่วยเหลือลงเรื่อยๆ แต่รัฐบาลสนับสนุนให้เอกชนดำเนินธุรกิจใหม่ ได้ตลอดเวลา รัฐบาลไต้หวันมีนโยบายปล่อยธนาคารขนาดใหญ่ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของและรัฐวิสาหกิจภาคอุตสาหกรรม

ให้เอกชนเป็นเจ้าของมากขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไต้หวันมีอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 8 การส่งออกยังเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ภาคเกษตรกรรมลดบทบาทจากที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานคนก็เปลี่ยนไปเป็นใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีสมัยใหม่แทน ชาวไต้หวันหันไปลงทุนในประเทศต่างๆ แถบเอเชียมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่ เรียกว่าตั้งแต่มีนโยบายทำการค้าร่วมกัน ทำให้มีบริษัทของชาวไต้หวันไปลงทุนทำธุรกิจดำเนินกิจการต่างๆ เป็นจำนวนมาก

 

   เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียช่วงปี ค.ศ. 1998-1999 ไต้หวันได้รับผลกระทบไม่มากนักเพราะเศรษฐกิจไตัหวันแข็งแกร่ง แต่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำทำให้ไต้หวันต้องประสบภาวะหนี้สูญ ธนาคารหลายแห่งอยู่ในภาวะไม่ดี เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศ ในปี ค.ศ. 2001 มีจำนวนคนตกงานถึงร้อยละ 4.5 ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในยุควิกฤตน้ำมันปี ค.ศ. 1970

 

   อุตสาหกรรมหลักของไตัหวัน คือ อิเลกทรอนิกส์ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า เครื่องจักรกล ปูนซีเมนต์ และอาหารสำเร็จรูป

 

   ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของไต้หวันคือ ข้าว ข้าวโพด พืชผัก ผลไม้ ใบชา เนื้อสุกร เนื้อวัว เนื้อสัตว์ปีก อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมวัว

 

   สินค้าส่งออกที่สำคัญของไต้หวันคือเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า ที่เหลือคือโลหะ สิ่งทอ พลาสติก และเคมีภัณฑ์

 

   ประเทศคู่ค้าที่สำคัญในการส่งออกคือ สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 23.5) ฮ่องกง (ร้อยละ 21.1) ยุโรป

(ร้อยละ 16) ประเทศในกลุ่มอาเซียน (ร้อยละ 12.2) และญี่ปุ่น (ร้อยละ 11.2)

 

   สินค้านำเข้าที่สำคัญคือ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ประมาณร้อยละ 50 ส่วนประเทศคู่ค้าที่สำคัญในการนำเข้าคือ ญี่ปุ่น (ร้อยละ 27.5) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 17.9) ยุโรป (ร้อยละ 13.6) และเกาหลี (ร้อยละ 6.4)