ข่าวแรงงานไทยในต่างแดน

ไต้หวันปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 17,880 เหรียญไต้หวัน เริ่มมีผลตั้งแต่ปีหน้า

          เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2553 คณะกรรมการแรงงานไต้หวัน (CLA) ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทน 4 ฝ่าย ได้แก่ ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ  ซึ่งผลการประชุมเห็นชอบให้มีการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งไม่มีการปรับมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว โดยปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก 3.4%  จากปัจจุบัน 17,280 เหรียญไต้หวันเป็น 17,880 เหรียญไต้หวัน  ส่วนค่าจ้างรายชั่วโมงปรับเพิ่มจาก  95 เหรียญไต้หวันเป็น 98 เหรียญไต้หวัน ซึ่งหลังจากผ่านการอนุมัติของสภาบริหารแล้ว  จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เป็นต้นไป 

 

            ทั้งนี้ ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง และลูกจ้างต่างแสดงความไม่พอใจกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นนี้ เนื่องจากฝ่ายลูกจ้างเสนอให้ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 22,000 เหรียญไต้หวัน เพื่อชดเชยกับอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ฝ่ายนายจ้างยังไม่ต้องการให้มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในขณะนี้ เนื่องจากเกรงว่าเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวจะซบเซาลง แต่หากจะมีการปรับก็ไม่ควรเกิน 2% ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบัน ในท้ายที่สุดทาง CLA เสนอให้คำนวณจากตัวเลขดัชนีราคาสินค้า บวกตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และตัวเลขการว่างงาน จึงเป็นที่มาของอัตรา 3.4% ดังกล่าว

  การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนี้จะส่งผลต่อการปรับขึ้นค่าจ้างของแรงงานท้องถิ่นประมาณ 1,130,000 คน และแรงงานต่างชาติอีกประมาณ 200,000 คนที่ทำงานอยู่ในภาคการผลิต และก่อสร้าง สำหรับผู้อนุบาลที่ทำงานอยู่ในบ้านของนายจ้าง เนื่องจากไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายมาตรฐานแรงงาน จึงไม่อยู่ในข่ายได้รับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนี้ 

            ผลจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จะทำให้แรงงานต้องจ่ายเบี้ยกองทุนประกันภัยแรงงานเพิ่มจากเดิมอีก 10 เหรียญไต้หวัน เป็นเดือนละ 286 เหรียญไต้หวัน เบี้ยกองทุนประกันสุขภาพเพิ่มอีก 8 เหรียญไต้หวันเป็นเดือนละ 244 เหรียญไต้หวัน  ส่วนนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันภัยแรงงานให้กับแรงงานแต่ละคนเพิ่มจากเดิมเดือนละ 968 เหรียญไต้หวันเป็นเดือนละ 1,001 เหรียญไต้หวัน และกองทุนประกันสุขภาพจากเดิมคนละ 911 เหรียญไต้หวันเป็น 943 เหรียญไต้หวัน
 

หลังลงนามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (ECFA) ผู้ประกอบการไต้หวันต้องการให้ลงนาม FTA กับประเทศอื่น ๆ

            ผู้ประกอบการในไต้หวันเร่งให้รัฐบาลเจรจา FTA กับประเทศอื่น ๆ โดยเร็ว ในงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 40 ปีการจัดตั้งสภาพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (TAITRA) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หวงเม่าโส ประธานกลุ่มบริษัทตงหยวนกล่าวว่า หลังจากลงนาม ECFA กับจีนแล้ว รัฐบาลควรเร่งเจรจา FTA กับประเทศอื่นๆ และประเมินความพร้อมด้านต่าง ๆ  นอกจากนี้ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การเจรจา FTA กับประเทศต่าง ๆ มีสภาพที่ไม่เหมือนกัน มีอุตสาหกรรมบางส่วนจะได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะต้องสอบถามความเห็นจากผู้ประกอบการ และประเมินสภาวะต่าง ๆ ให้พร้อมการลงนาม FTA กับสิงคโปร์และมาเลเซีย มีความเป็นไปได้สูงสื่อมวลชนสิงคโปร์รายงานว่า หากไต้หวันกับจีนตกลงกันได้ในเรื่องการเมือง โอกาสที่จะมีการลงนาม FTA กับสิงคโปร์และมาเลเซียมีความเป็นได้สูง

 

 

           หนังสือพิมพ์ยูไนเต็ดมอร์นิ่งโพสต์ รายงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม หลังจากไต้หวันกับจีนลงนาม กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  (ECFA) ระหว่างกันแล้ว นาย หวังอี้ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการไต้หวันของจีนได้แถลงว่า ไต้หวันเข้าใจความต้องการของไต้หวันในการลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจกับประเทศอื่นๆ ดังนั้น จีนได้แสดงท่าทีแล้วว่าจะจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม หากจีนกับไต้หวันแก้ไขประเด็นการเมืองระหว่างกันได้ ประเทศที่มีโอกาสลงนาม FTA กับไต้หวันในระลอกแรกคือ สิงคโปร์ และ มาเลเซีย

           สื่อมวลชนของสิงคโปร์เชื่อว่า การลงนาม FTA กับสิงคโปร์มีความเป็นไปได้สูง โดยวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมานั้นทำเนียบประธานาธิบดีและสภาบริหารของไต้หวันเคยแถลงว่า จะตั้งเป้าเจรจา FTA กับ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย โดยจะใช้เวลาภายใน 3 ปี กล่าวคือภายในปี 2012 จะเห็นผลในเบื้องต้น ถือว่าเป็นการลงนามกับกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิคในอันดับแรก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์ ยังไม่ได้แถลงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

 

 

สนรไทเปเยี่ยมแรงงานไทยเจ็บป่วย

    เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2553 นางสาวอริยา ลิ้มสุวัฒน์  อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) และนายวิรัตน์  เทาประเสริฐ  ล่าม  สำนักงานแรงงาน ไทเป ได้เดินทางไปเยี่ยมนางสาวสายสุดา ไกรวงศา  อายุ 38 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอนาเชื่อ จังหวัดมหาสารคาม ทำงานกับนายจ้างบริษัท Daimond Hosiery&Tread Co., Ltd.  เขตเถาหยวน  ไต้หวัน  ซึ่งป่วยและหมดสติเป็นเวลานานและเข้ารับการรักษา  ณ  โรงพยาบาลฉางเกิงเมมโมเรียล  เมืองหลินโข่ว ไต้หวัน
                  นางสาวสายสุดา ฯ  ได้เดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวันเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม   2552 แต่มาได้เพียงวันเดียว ก็มีอาการปวดหัว  อ่อนเพลีย นายจ้างจึงได้พาไปรักษาที่คลินิกแต่อาการไม่ดีขึ้น ต่อมานายจ้างจึงส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลฉางเกิงที่เมืองหลินโข่ว เขตไทเป หลังจากที่ไปถึงโรงพยาบาลได้ไม่กี่ชั่วโมงก็หมดสติ  แพทย์ตรวจพบว่าต่อมใต้สมองของนางสาวสายสุดาทำงานผิดปกติ   ทำให้การผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะในร่างกายบกพร่อง และมีโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติและได้ให้การรักษาจนมีอาการดีขึ้นแต่ปัจจุบันยังไม่ฟื้นคืนสติ
                 ทางนายจ้างและบริษัทจัดหางานได้ดำเนินการให้พี่สาวของนางสาวสายสุดา ฯ  เดินทางมาดูแลน้องสาวที่โรงพยาบาล และหากอาการดีขึ้นจนแพทย์อนุญาตให้เดินทางกลับประเทศได้  นายจ้างและบริษัทจัดหางานจะช่วยเรื่องการส่งกลับตามความประสงค์ของญาติต่อไป
 
 

สนร.ไทเป เยี่ยมแรงงานไทยถูกไฟคลอกจากเหตุทะเลาะวิวาท

      เมื่อวันที่  16  พฤศจิกายน  2552  นางสาวอริยา  ลิ้มสุวัฒน์  อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน)  และนายวิรัตน์ เทาประเสริฐ  ล่าม ได้ไปเยี่ยมแรงงานไทยที่บาดเจ็บจากเหตุไฟคลอกที่ร้านอาหารสุโขทัยคาราโอเกะ  ณ  โรงพยาบาลฉางเกิง  ปรากฏ ความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของผู้บาดเจ็บ  ทั้ง 7  คน  โดยผู้บาดเจ็บสาหัส 1 คน  มีสถานะเป็นคนไทยแต่งงานกับชาวไต้หวัน  ได้เสียชีวิตแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน จากหัวใจล้มเหลว  ส่วนอีก  4  คน อาการดีขึ้น  แต่ยังต้องอยู่ในห้องอภิบาลผู้ป่วยหนักเพื่อป้องกันการติดเชื้อและเข้ารับการรักษาปลูกถ่ายผิวหนัง   ที่เหลืออีก  2 คน  ยังมีอาการหนัก  ทั้งนี้   นายจ้างและบริษัทจัดหางานได้ให้การดูแลแรงงานไทยทั้งหมด  โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่มาดูแลสม่ำเสมอ    รวมทั้งได้แจ้งให้ญาติที่ประเทศไทยรับทราบตั้งแต่วันเกิดเหตุ 
                   ในส่วนของสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย  จะได้รับการดูแลภายใต้กองทุนประกันสุขภาพ   ซึ่งไต้หวันกำหนดให้แรงงานต่างชาติทุกคนที่เข้ามาทำงานในไต้หวันต้องเป็นสมาชิกกองทุน ฯ อย่างไรก็ตาม  อาจมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลบางส่วนที่ไม่อยู่ภายใต้การครอบคลุมของกองทุน ฯซึ่งเมื่อสิ้นสุดการรักษา สำนักงานแรงงาน ฯ จะหารือกับนายจ้าง บริษัทจัดหางานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไต้หวัน  เพื่อหาทางให้ความช่วยเหลือต่อไป